Home > News > กระทรวงพลังงานเร่งสร้างความเข้าใจสถานการณ์ด้านพลังงาน (2013-06-18)

กระทรวงพลังงานเร่งสร้างความเข้าใจสถานการณ์ด้านพลังงาน

Publish Date : 2013-06-18 | TAG : กระทรวงพลังงาน , พลังงาน, เศรษฐกิจ, ก๊าซธรรมชาติ

  

กระทรวงพลังงานเร่งสร้างความเข้าใจสถานการณ์ด้านพลังงาน

 
   กรุงเทพฯ 17 มิ.ย. - นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  กล่าวในการสัมมนาหัวข้อ “เราร่ำรวยพลังงานจริงหรือ?” เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจ โดยมีกลุ่มเครือข่ายวิทยุชุมชน วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง จากทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 300 คน  โดยได้ชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในปัจจุบันและอนาคต โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน  เพื่อรองรับการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและจำนวนปริมาณการใช้  ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งลดความเสี่ยงด้านวิกฤติพลังงานที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากไทยมีการพึ่งพาพลังงานชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป
 
 “ขณะนี้โลกสังคมออนไลน์ยังคงมีการจุดกระแสของคนกลุ่มหนึ่งเกี่ยวกับพลังงาน โดยพยายามทำให้คนไทยมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลาย ๆ เรื่อง  โดยข้อมูลที่นำมาประกอบก็มีการบิดเบือน และมีคนจำนวนไม่น้อยได้แชร์ข้อมูลเหล่านี้กันเป็นลูกโซ่  ซึ่งบางส่วนอาจมีการเข้าใจผิด  จำเป็นอย่างยิ่งที่กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันเปิดเผยข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบ” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
 
ทั้งนี้ จากข้อมูลเบื้องต้นจะพบว่า ไทยมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองเพียง 400 ล้านบาร์เรล  และคาดว่าจะใช้ได้อีกประมาณ 8 ปี หากไม่สามารถจัดหาได้เพิ่มเติมและมีอัตราการใช้ในปริมาณเทียบเท่ากับปัจจุบัน  ขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่าง ซาอุดิอาระเบีย มีปริมาณน้ำมันดิบสำรอง 265,000 ล้านบาร์เรล   สามารถจัดหาน้ำมันขึ้นมาผลิตได้ 75 ปี   ส่วนเวเนซุเอลา   มีปริมาณน้ำมันดิบสำรอง 296,500 ล้านบาร์เรล  สามารถจัดหาน้ำมันขึ้นมาผลิตได้ 258 ปี   ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ไทยจะต้องซื้อน้ำมันจากต่างประเทศ เพราะเรามีสำรองที่แตกต่างจากประเทศอื่น แต่ขณะที่ความต้องการในประเทศยังโตอย่างต่อเนื่อง  ส่วนความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติยังคงเพิ่มมากขึ้น  เนื่องจากไทยยังคงใช้เชื้อเพลิงมาผลิตกระแสไฟฟ้าถึง 70%  
 
ส่วนกรณีที่มีผู้กล่าวว่า ไทยผลิตน้ำมันดิบได้มหาศาล  ในความเป็นจริงแล้ว จากการสำรวจขุดเจาะน้ำมันดิบในประเทศยังพบน้อยมาก  ซึ่งไทยผลิตน้ำมันดิบรวมกันได้แค่ 145,000 บาร์เรลต่อวันหรือคิดเป็น 15%   โดยไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบ 850,000 บาร์เรลต่อวันหรือคิดเป็น 85%   ขณะที่ความต้องการใช้กลับสูงถึงวันละ 1,000,000 บาร์เรลต่อวัน  ปีที่ผ่านมาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 % น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 7-8% เป็นผลจากนโยบายตรึงราคาของรัฐบาลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ทำให้มีผู้หันมาใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่คนเคยใช้น้ำมันเบนซินก็หันไปใช้ก๊าซ LPG เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10-15% เพราะราคาก๊าซ LPG ก็ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล ส่วน NGV  ก็เพิ่มขึ้นอยู่แล้วประมาณ 20-30% จากนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้รถบรรทุกหันมาใช้ NGV
 
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ เรายังคงนำเข้าพลังงานชนิดต่าง ๆ รวมกันในอัตราที่สูงมาก เช่น  น้ำมันดิบประมาณ 80% ของการใช้ทั้งหมด  ที่ผลิตได้เองเพียง 20% ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติผลิต    ได้เอง 80% ต้องนำเข้า 20% และยังต้องนำเข้า LPG อีกประมาณ 24% ถ่านหินที่นำเข้ามาผลิตไฟฟ้าเป็นพลังงานมีมูลค่าปีละประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๆ ค่อนข้างมากทั้งมูลค่าและปริมาณ แหล่งพลังงานที่มีอยู่ในประเทศก็ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ และแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศเหลือใช้ได้อีก 15-18 ปีเท่านั้น อนาคตก็ต้องนำเข้าก๊าซฯ จากต่างประเทศทั้งหมดเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า ขณะนี้เรานำเข้าจากพม่า 20 % แต่ในส่วนที่เราผลิตได้เอง 80% จะลดลงเรื่อย ๆ  และในที่สุดหากประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น  จะทำให้สูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขัน และคนไทยจะได้รับผลกระทบกันเป็นลูกโซ่
 
ด้านนายทรงภพ  พลจันทร์  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวถึง การจัดการความเสี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนปิโตรเลียมในอนาคตว่าทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศ ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด การผลิตในแต่ละปีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้  จำเป็นต้องนำเข้าปิโตรเลียม ยิ่งมองไปถึงอนาคตข้างหน้าเมื่อจำนวนประชากรมีมากขึ้น  ความต้องการใช้ปิโตรเลียมเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน  เราจึงต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น ราคาแพงขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนปิโตรเลียมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
การบริหารและจัดการความเสี่ยงที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนปิโตรเลียมในอนาคต คือ เราต้องหันมาพึ่งพาตนเองด้านการจัดหาภายในประเทศให้มากขึ้น ด้วยการส่งเสริมและเร่งรัดการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศ ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ก็จะเป็นการสร้างรายได้ให้กับรัฐในรูปของค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ   ซึ่งจะเห็นได้ว่าในรอบปี  2555 ที่ผ่านมาสามารถจัดเก็บรายได้จากการประกอบกิจการปิโตรเลียมได้กว่า  160,000  ล้านบาท  โดยได้จัดสรรเงินค่าภาคหลวงปิโตรเลียมผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการผลิตปิโตรเลียม รวมถึงทั่วประเทศ ได้กว่า  60,000 ล้านบาท    โดยปัจจัยสำคัญที่มีส่วนสนับสนุนให้การดำเนินกิจกรรมด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำเร็จได้นั้น  คือ  ภาคประชาชนที่จะเปิดโอกาสให้มีการสำรวจ  พัฒนา  และมีการผลิตเพื่อนำปิโตรเลียมมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด  แต่ขณะที่ปัจจุบันการสื่อสารข้อมูลทางด้านพลังงาน  โดยเฉพาะด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จึงส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมต้องหยุดชะงัก  ดังนั้น  เพื่อสนับสนุนการสร้างความข้าใจที่ถูกต้อง ชัดเจน แก่ภาคประชาชน     กระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนเพื่อเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดข้อมูลต่าง ๆ  ให้เป็นไปอย่างกว้างขวาง  ทั้งนี้ เพื่อประชาชนจะใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางด้านพลังงานได้อย่างเหมาะสมต่อไป. -สำนักข่าวไทย



บริษัท พี เอ พี แก็ส แอนด์ ออยล์ จำกัด
240/48 ชั้น 22 อโยธยาทาวเวอร์ ถ.รัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทร : (66)26928404-12 |แฟกซ์ : (66)269228413 | อีเมล์: marketing@pap-gas.com